จุดกำเนิดและจุดแข็งของคาทอลิกไทยในปัจจุบัน คือ งานอภิบาล (Pastoral)
(นี่เป็นความคิดเห็นอิสระของผู้อ่านคนหนึ่งที่มีต่อเรื่องการแพร่ธรรม ซึ่งมีสาระน่าสนใจ เชิญอ่านด้วยการใช้ดุลพินิจ ขอขอบพระคุณผู้เขียนด้วยครับ-คุณพ่อวัชศิลป์)
ประวัติการเริ่มต้นคริสตังในประเทศไทย
ผมจะเริ่มประวัติศาสตร์ของพระศาสนจักรคาทอลิกในประเทศไทยเท่าที่ผมรู้ เมื่อ 100 – 120 ปีที่แล้ว เพราะเป็นช่วงที่บรรพบุรุษของผมจากประเทศจีน ได้เดินทางเข้าทำมาหากินในประเทศไทย
แม่เล่าให้ฟังว่าอากง(ตา)และอาม่า(ยาย) ได้เดินทางเข้ามาในไทยโดยเรือสำเภา และได้ส่งข่าวไปไปมามาระหว่างไทยกับจีน (พวกท่านอายุประมาณ 20 ปีต้นๆ)
เมื่ออยู่ในประเทศไทยก็ได้เริ่มจับจองที่ทำสวนทำไร่ พอทำไปได้ระยะหนึ่ง คุณพ่อชาวฝรั่งเศสก็เริ่มตามหาลูกแกะ (ผู้ที่เป็นคริสตชนอยู่แล้ว เป็นคริสตชนตั้งแต่อยู่ประเทศจีนแล้ว) โดยเริ่มจากคริสตชนชาวจีน คุณพ่อชาวฝรั่งเศสก็ซื้อที่จำนวนมากๆ แถวท่าม่วง ท่าหว้า ดอนกระเบื้อง บางตาล หนองหิน นครปฐม สรุปก็คือที่ไหนมีคริสตชนชาวจีน คุณพ่อก็จะซื้อที่แถวๆนั้น และเรียกบรรดาคริสตชนชาวจีนให้มาอยู่ด้วยกันในบริเวณใกล้ๆกัน เพื่อสร้างวัด สอนคำสอน โปรดศีลศักดิ์สิทธิ์
การสอนคำสอนในสมัยนั้น
เวลาสอนคำสอน พวกคริสตชนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็มารวมตัวกันเวลาเย็นๆหลังเลิกงาน เพื่อเรียนคำสอน และก็มีชาวจีนบางคนที่ไม่ได้เป็นคริสตชนก็ได้มาฟังคำสอนด้วย และได้เรียนคำสอนแล้วก็ได้รับศีลล้างบาป ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นว่าการแพร่ธรรมในประเทศไทยต้องใช้งานอภิบาลเป็นตัวนำ ไม่ใช่ใช้งานแพร่ธรรมเป็นตัวนำ
การแพร่ธรรม
การแพร่ธรรม(apostolate)เปรียบเสมือนพ่อบ้านที่ต้องออกจากบ้านเพื่อไปทำงาน และต้องเผชิญกับพวกเสือสิงห์กระทิงแรดในสังคม การอภิบาล(pastoral)เปรียบเสมือนแม่บ้านที่คอยดูแลเอาใจใส่ลูกๆที่มีอยู่แล้วให้มีอาหารเลี้ยงดูร่างกายให้แข็งแรงสุขภาพดี อบรมลูกๆให้เป็นคนดีมีศีลธรรม การแพร่ธรรมเป็นการทำงานเชิงรุก ขณะที่การอภิบาลเป็นการทำงานเชิงตั้งรับ ประเทศไหนใช้งานแพร่ธรรมเป็นตัวนำก็จะต้องจ่ายค่าตอบแทนมหาศาล คือ ชีวิตของบรรดามรณสักขี แต่ก็ได้ผลรับมหาศาลด้วย คือ จำนวนคริสตชนที่มากมาย และเข้มแข็งศรัทธา
ประเทศไทย ควรแพร่ธรรมด้วยชีวิตมากกว่าคำพูด
ย้อนกลับมาดูประเทศไทย จุดเริ่มต้นของพระศาสนจักรในประเทศไทยเริ่มจากผู้ที่เป็นคริสตชนอยู่แล้ว เช่น คริสตชนชาวจีน คริสตชนชาวญวน ส่วนคนต่างศาสนาที่กลับใจในภายหลังนั้นมีจำนวนน้อยมาก การที่คนต่างศาสนากลับใจนั้นไม่ใช่เป็นผลงานจากการแพร่ธรรมด้วยการพูดมากๆ แต่มาจากวิถีชีวิตของคริสตชนเอง สิ่งที่ผมต้องการจะบอกคืองานแพร่ธรรมในประเทศไทย ควรจะแพร่ธรรมด้วยชีวิตมากกว่าคำพูดมากๆ และการที่จะทำให้คริสตชนสามารถเปล่งหรือสะท้อนภาพของพระคริสตเจ้าออกมาอย่างเด่นชัดด้วยการกระทำ ด้วยกิจการและด้วยคำพูดนั้น จะต้องถูกลับให้คมกริบด้วยงานอภิบาล จากผู้อภิบาล (Pastor)
ประสบการณ์ของผู้เขียน - รู้เขารู้เรา
ทุกวันนี้ผมต้องดำเนินชีวิตท่ามกลางคนต่างศาสนาล้วนๆ บางครั้งเวลาเย็นๆหลังเลิกงาน ก็จะไปคุยกับพี่น้องพุทธศาสนาอายุก็ประมาณ 50 ปีขึ้น เรื่องที่คุยกันคือการไปถือศีลเจริญวิปัสสนา 5 วัน 7 วัน และผลที่ได้รับ มันช่วยให้ผมเข้าใจพวกเขามากขึ้น และผมก็ได้แลกเปลี่ยนพระวาจากับพวกเขาด้วย บางครั้งพวกเขาก็มีข้อวิจารณ์อันรุนแรงเกี่ยวกับศาสนาคริสต์แต่ผมก็ไม่ได้อธิบายกลับไปเพราะข้อวิจารณ์ของเขาเป็นปัญหาของหลักเทวศาสตร์อันลึกซึ้ง บางครั้งเขาก็ถามผมกลับมาว่าศาสนาพุทธมีแต่เรื่องดี ๆ (โดยเฉพาะอภิญญาจิต หรือสมาบัติแปด) ทำไมไม่คิดที่จะมาถือพุทธบ้างล่ะ พวกฝรั่งที่เป็นคริสต์ก็มาถือพุทธหลายคน หลังจากฟังเทศน์ของหลวงพ่อรูปนี้รูปนั้น ก็เกิดจิตศรัทธาบางคนก็บวชเป็นพระภิกษุเลย
ผมก็ได้แต่ยิ้มๆ ขณะที่คิดในใจว่าพระเยซูเจ้ามีดีอุดมสมบูรณ์กว่านั้นเยอะ สมาบัติแปด เช่น หูทิพย์ ตาทิพย์ ต่อให้ได้มาก็ไม่อาจเป็นนักบุญได้ แล้วจะมีประโยชน์อะไรกับของๆ โลก (ซาตานเป็นเจ้าแห่งโลกนี้) พวกนักบุญของพระเจ้าเรียนรู้ที่จะอยู่กับความทุกข์ทรมานของโรคภัยไข้เจ็บ ขณะที่พวกท่านภาวนาให้คนอื่นๆ ได้หายจากโรคภัยไข้เจ็บ
ทำงานด้วยความซื่อสัตย์
เพื่อนร่วมงานของผมเป็นคาทอลิกด้วย พวกเราเป็นหุ้นส่วนกันในกิจการหนึ่ง สิ่งที่พวกเราให้แก่กันและกันคือความซื่อสัตย์ในเรื่องการเงิน กิจการที่ทำนี้พวกเพื่อนๆพยายามโจมตีด้วยความอิจฉา พยายามใส่ความพวกเราคนใดคนหนึ่งอยู่เสมอ แต่เวลาที่พวกเราเจอหน้ากัน ก็มักจะหัวเราะ เพราะพวกเขาไม่ค่อยเข้าใจความหมายเรื่องของความซื่อสัตย์ พวกเขาได้โอกาสก็จะทรยศหักหลังกันเอง และเวลาที่พวกเขาอ่อนล้าจากผลตอบรับที่ได้มาความละโมบ การทรยศหักหลังของพวกเขา กันเอง ช่วงนี้แหละที่ผมจะมีโอกาสชี้ให้พวกเขาได้เห็น การทำอะไรด้วยความใจร้อน (ใจแฝงด้วยความละโมบ) ไม่คุ้มค่าเลย เสียเวลา เสียเงิน เสียเพื่อน เสียลูกค้า สรุปสิ่งที่ให้กับคนรอบๆ ข้าง คือ คำพูดที่ประกอบไปด้วยตัวอย่างของกฎแห่งกรรมที่มันตามมาทันและสนองไปเรียบร้อยแล้ว และด้วยแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ที่ได้หลักการมาจากงานอภิบาล
ให้รักษาความงดงามของวัฒนธรรมท้องถิ่น
สิ่งที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่ง คือ คริสตชนคาทอลิกในประเทศไทย มีรูปแบบวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ในแต่ละท้องถิ่น อาจจะรู้ตัวหรือไม่รู้ตัวก็ตาม เช่นในภาษาพูด เมื่อคนหนึ่งพูดว่าเขาเองก็เป็นคริสตังด้วย คำว่าคริสตังก็มีแต่พวกคาทอลิกที่ใช้ หรือถ้ายังไม่แน่ใจเราก็ถามกลับไปว่า คุณเป็นสัตบุรุษจากวัดไหน ? คำว่าสัตบุรุษก็เป็นสไตล์การพูดของพวกคาทอลิกเท่านั้น หรือถ้าคนนั้นตอบมาได้ถูกต้องหมด ก็อาจยิงคำถามสุดท้าย คุณมีชื่อนักบุญว่าอะไร ถ้าคนๆนั้นยังมึนๆอยู่ก็ช่วยเขาได้เลยด้วยประโยคต่อไป คุณมีชื่อนักบุญว่าลูชีแฟร์ใช่มั๊ย ถ้าเขาตอบว่าใช่ ก็สรุปว่าเป็นพวกหลอกลวง คำพูดพวกนี้ได้เกิดขึ้นจริงจากคริสตชนชาวจีน ที่โดนพวกคนไทยต่างศาสนามาหลอกเอาเงิน กว่าจะแยกแยะได้ว่าจริงหรือเท็จก็โดนหลอกเอาเงินไปหลายราย รวมทั้งพ่อเจ้าวัดด้วย แต่ก็ถือว่าทำบุญไป นอกจากนี้ยังมีศิลปวัฒนธรรมของกลุ่มคริสตชนชาวญวนที่จันทบุรี เช่น การร่ายรำ หรือเทศกาลแห่ดาวคริสต์มาสที่ท่าแร่ เป็นต้น
ผมคิดว่าวัฒนธรรมที่สวยงามเหล่านี้ไม่ควรถูกทำลาย แต่ควรปรับเปลี่ยนให้เข้ากับจิตตารมณ์ของพระคริสตเจ้า ด้วยงานอภิบาลที่เข้มแข็ง
เสียงสะท้อนของเพื่อนๆ (อ่านด้วยสติ)
มีอีกเรื่องที่พวกคนพุทธ หรือพวกคริสเตียนโปรแตสแตนท์ได้ให้ข้อสังเกตมา คือ ที่วัดแห่งหนึ่ง มีสัตบุรุษบางคนที่มีนิสัยไม่ค่อยน่ารัก คือ เวลาเห็นคนแปลกหน้ามา อาจจะเป็นสัตบุรุษต่างวัดหรือคริสตชนชาวต่างประเทศ จะมองคนพวกนี้ตั้งแต่หัวจรดเท้าและก็จ้องเอาเป็นเอาตาย จนเป็นที่ร่ำลือกันในหมู่พวกคริสเตียนว่า “อย่าไปโบสถ์ต้นสนเด็ดขาด เขาจะมองคุณจากหัวจรดเท้าเลยทีเดียว” คือ เรื่องมีอยู่ว่ามีคริสเตียนบางคนแยกไม่ออกระหว่างโบสถ์คาทอลิกกับโบสถ์โปรแตสแตนท์ ก็เลยไปเข้าวัดที่นครปฐมที่ถนนต้นสน พวกเขาเลยเรียกวัดนี้ว่าโบสถ์ต้นสน และเจอสัตบุรุษที่นั่นมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า จนพวกเขาเกิดอาการประหม่า คิดไปต่างๆนาๆว่า ฉันแต่งตัวไม่สุภาพหรือเปล่า หรือว่าเสื้อผ้าของฉันไม่มียี่ห้อ หรืออะไรต่างๆนาๆ แม้แต่คนพุทธบางคนอยากจะเข้าไปเห็นพิธีกรรม(พิธีบูชามิสซา) เมื่อไปเจอสายตาที่มองแบบนี้เข้า ก็เลยถอยออกมา และเรียกวัดนี้ว่าโบสถ์คนรวย
อยากให้มีการต้อนรับอย่างอบอุ่น
ทั้งคนพุทธและคนโปรแตสแตนท์ เมื่อเจอหน้าผม(โดยไม่รู้ว่าผมเป็นคาทอลิก) ก็จะพูดเปรยเกี่ยวกับวัดนี้ ถ้าเป็นคนพุทธผมก็จะตอบไปว่าเป็นโบสถ์คริสเตียนมั๊ง เขาก็บอกว่าไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นโบสถ์คริสตังค์หรือคริสเตียนแต่อยู่ที่ถนนต้นสน ผมก็ได้แต่อึ้งไปเลย แต่ถ้าเป็นคริสเตียนมาพูดผมก็จะตอบว่าคงเป็นพวกนิสัยไม่ดีมากกว่า เพราะถ้าเป็นวัดคาทอลิก ถ้าเจอสัตบุรุษต่างวัด สภาอภิบาลวัดนั้นหรือพวกพลมารีวัดนั้นก็จะเข้ามาหามาถาม มาต้อนรับ และจัดหาที่นั่งให้ (ประเพณีการต้อนรับนี้ บรรดาคริสเตียนใช้เป็นกลยุทธ์ในอันดับต้น ๆ ในการแพร่ธรรมของพวกเขาเลยทีเดียว ทั้งต้อนรับทั้งติดตาม)
ดีแต่ไม่เอา
สิ่งที่ผมบรรยายมาทั้งหมดหวังว่าคงช่วยคุณพ่อจุดประกายเล็กๆ หรือต่อยอดอีกยอดหนึ่งได้ ในเรื่องของการแพร่ธรรม อีกเรื่องหนึ่งที่ลืมไม่ได้คือคนไทยแท้มีนิสัย non active (ไม่กระตือรือร้น) ครั้งหนึ่งมีชาวพุทธคนหนึ่งพูดกับคริสตชนคนหนึ่งว่าคนคริสต์นี่นิสัยดีจริงๆ แล้วก็ขยันไปวัดแต่เช้าเชียว (เป็นวันอาทิตย์) คริสตชนท่านนั้นก็เลยพูดกลับไปว่าถ้าดีอย่างนี้มาเป็นคริสต์ด้วยกันมั๊ย คนพุทธนั้นตอบว่าไม่เอาหรอกขี้เกียจตื่นเช้า
จาก คุณชวาล
















