อ่านใจโป๊ป จากสารวันแพร่ธรรม ปี 2011
1.องค์พระสันตะปาปาทรงเริ่มสาสน์ของท่านด้วยการอ้างถึงพระวาจาของพระเยซูเจ้าที่ว่า “พระบิดาส่งเรามาฉันใด เราก็ส่งท่านทั้งหลายไปฉันนั้น” (ยน. 20: 21) ซึ่งเป็นพระวาจาที่แสดงให้เห็นถึงพันธกิจสำคัญที่เราทุกคนต่างได้รับจากพระเยซูเจ้าโดยตรง คือ พระเยซูเจ้าทรงส่งพวกเราทุกคนให้ออกไปแพร่ธรรมนั้นเอง
2.ขอให้ใช้วันแพร่ธรรมสากลนี้เพื่อทบทวนงานต่างๆที่เราได้กระทำอย่างแข็งขันอยู่แล้วนั้นให้ไปถึงมิติของการแพร่ธรรม ซึ่งเป็นพันธกิจหลักของพระศาสนจักร
3.ให้ตระหนักถึงความสำคัญของพิธีมิสซาฯเป็นต้นในตอนท้ายของพิธีที่พระเจ้าทรงส่งเราทุกคนออกไปหลังจากที่ได้รับฟังพระวาจาและศีลมหาสนิทแล้ว เพื่อให้เราได้ออกไปดำเนินชีวิตที่เป็นประจักษ์พยานในทุก ๆ สถานที่ที่เราไป เพื่อให้ทุกคนที่เห็นเราจะได้เห็นพระพักตร์ที่แท้จริงของพระเยซูเจ้า
4.เราต้องทำการแพร่ธรรมหรือประกาศข่าวดีให้กับทุกคน นี้เป็นพันธกิจหลักของเรา เพราะ “พระศาสนจักรดำรงอยู่เพื่อทำการประกาศข่าวดี”เราจึงไม่อาจจะอยู่นิ่งเฉยได้ เราจะต้องนำพาทุกคนไปสู่ความเชื่อในพระคริสตเจ้า
5.แต่จากความเป็นจริงแล้ว เรามิอาจที่จะพึงพอใจได้หากจะพิจารณาว่า หลังสองพันปีผ่านไปยังมีประชากรมากมายที่ไม่รู้จักพระคริสตเจ้าและยังไม่เคยได้ยินได้ฟังสาสน์แห่งการไถ่กู้ของพระองค์ ไม่เพียงแต่เท่านี้ ยังมีประชากรจำนวนมากซึ่งแม้แต่จะได้รับการประกาศข่าวดีแล้วต่างพากันลืมหรือทิ้งไปและไม่สังกัดอยู่ในพระศาสนจักรอีกต่อไป อีกทั้งในหลายๆภาคส่วนแม้ในสังคมที่เป็นคริสตชนมาตั้งแต่ดั้งเดิมทุกวันนี้ก็ไม่ยอมเปิดใจให้กับพระวาจาแห่งความเชื่ออีกต่อไป
6.นอกจากนั้น เราจะเห็นได้ว่า วัฒนธรรมต่างๆกำลังเปลี่ยนไป มนุษย์กำลังถูกหล่อเลี้ยงด้วยพฤติกรรมโลกาภิวัตน์ ด้วยกระบวนความคิด และด้วยลัทธิอนุโลมนิยม ซึ่งเป็นการเปลี่ยนที่นำจิตตารมย์และวิถีชีวิตที่ไม่สนใจใยดีต่อสาส์นแห่งข่าวดี ทำราวกับว่าพระเจ้าไม่มีตัวตน ซึ่งทำให้มนุษย์ยกย่องการแสวงหาการอยู่ดีกินดี การที่จะได้เงินทองมาอย่างง่ายๆ ถือว่าอาชีพและความสำเร็จคือเป้าหมายแห่งชีวิต แม้คุณค่าแห่งศีลธรรมจะจะเสื่อมโทรมก็ตามที
7.การแพร่ธรรมหรือการประกาศข่าวดีเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคน เป็นของขวัญที่จะต้องแบ่งปันกัน ข่าวดีนี้จะต้องส่งมอบต่อไปให้ผู้อื่น ของขวัญและหน้าที่นี้ถูกนำมามอบไม่ใช่สำหรับคนบางคนเท่านั้น แต่สำหรับทุกคนที่ได้รับศีลล้างบาป
8.วันแพร่ธรรมมิใช่เป็นแค่วันพิเศษวันเดียวในรอบปี แต่เป็นโอกาสที่เราจะต้องหยุดไตร่ตรองว่า เราได้ตอบสนองต่อกระแสเรียกแห่งการเป็นธรรมทูตในฐานะที่เป็นการตอบสนองที่สำคัญที่สุดเพื่อชีวิตของพระศาสนจักรอย่างไร
9.ให้เราร่วมมือกันโดยผ่านสมณองค์กรสนับสนุนงานแพร่ธรรม(PMS) โดยการภาวนาและการบริจาคเงินเพื่อสนับสนุนงานแพร่ธรรมของพระศาสนจักรสากล ซึ่งการบริจาคของเราสามารถช่วยเหลืองานพระศาสนจักรในที่ต่างๆ เช่น จัดตั้งสังฆมณฑลใหม่ ฝึกอบรมครูสอนคำสอน ช่วยเหลือบ้านเณร พระสงฆ์ พัฒนาสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนในประเทศที่มีความยากจน การขาดอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การขาดอาหารของเด็ก โรคาพยาธิ ขาดบริการสาธารณสุขและการศึกษาที่ยังอยู่ในสภาพที่ยังน่าเป็นห่วง ฯลฯ
10.ที่สุดพระสันตะปาปาทรงให้พรแก่บุคคลที่ทำงานหนักและทนทุกข์เพื่องานแพร่ธรรมนี้
















