เขาจึงเกิดความสนใจเพราะเห็นว่า ศาสนาคริสต์เป็นศาสนาแห่งสันติวิธีที่แท้จริง กล้ายืนยันและประกาศจุดยืนที่ชัดเจน นอกจากนั้น เขายังทราบว่าที่ศูนย์เซเวียร์(กทม.)ได้มีการจัดประชุมเรื่องสันติวิธีและมีการส่งหนังสือประท้วงไปยังสถานทูตสหรัฐฯเพื่อต่อต้านสงครามและความรุนแรงในทุกรูปแบบอีกด้วย
พระเยซูนักสันติวิธี
คุณไชยวัฒน์เป็นคนเดือนตุลาคม เคยเข้าป่าเพื่อร่วมสานฝันในอุดมการณ์ที่เขาและคนรุ่นใหม่ในยุคนั้นแสวงหา เป็นคนกรุงเทพฯโดยกำเนิด เรียนจบจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง มีบริษัทด้านไอทีของตนเอง
ประทับศาสนาคริสต์ครั้งแรกในชีวิต เมื่อได้ชมข่าวโทรทัศน์สมัยที่ประเทศอิรักกำลังมีปัญหาสหประชาชาติและสหรัฐอเมริกาตัดสินใจใช้กำลังเข้าจัดการกับผู้นำโดยจะส่งเครื่องบินไปทิ้งระเบิดที่นั้น ในท่ามกลางความตึงเครียดนั้น พระสันตะปาปา ยอห์นปอลที่สอง ได้แสดงออกถึงท่าทีอันแข็งกร้าวของคริสตศาสนาคาทอลิกที่ไม่เห็นด้วยกับสงครามและความรุนแรงทุกชนิด โดยในช่วงเวลานั้นสหประชาชาติสั่งให้ย้ายเจ้าหน้าที่และคนต่างชาติออกจากประเทศอิรักให้หมด แต่พระสันตะปาปากลับสั่งการให้เจ้าหน้าที่ของพระศาสนจักรให้คงอยู่ที่นั้น ไม่ต้องย้ายออกไปไหน ให้คงทำงานเพื่อชาวอิรักต่อไป
เขาจึงเริ่มศึกษาชีวิตของพระเยซู โดยขอยืมหนังสือพระคัมภีร์ไบเบิ้ลมาศึกษาส่วนตัว และได้เข้าเรียนคำสอนในเวลาต่อมา เขาประทับใจคำเทศน์ของคุณพ่อสานิจ สถะวีระวงส์ ที่ว่า “ เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่เราบอกว่าเรารักพระเยซู แต่ไม่รักเพื่อนพี่น้องรอบข้างของเรา”
เขาเห็นว่าความรุนแรงไม่สามารถแก้ปัญหาใดๆได้ การใช้อำนาจมากเกินไป เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เขาได้เรียนคำสอนกับคุณพ่อวรพจน์ วิสิฐนนทชัย ได้เรียนรู้เรื่องความรักต่อพระเจ้าและต่อเพื่อนมนุษย์ และการเป็นพลเมืองดี เขาสรุปว่าคำสอนของพระเยซูทั้งหมดคือ “ความรัก” และเขาต้องการเป็นผู้เผยแพร่ข่าวดีนี้แก่ผู้อื่นด้วยเช่นกัน แต่เขาเองได้สารภาพว่า เขาต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก ตัวของเขาจะเน้น “หลักธรรม” มากกว่า “พิธีกรรม” เพราะเขาคิดว่า ถ้าเราเชื่อมั่นในหลักธรรมคำสอนแล้ว การปฏิบัติพิธีกรรมก็จะตามมาเอง พิธีกรรมเป็นเชิงสัญลักษณ์อย่างหนึ่งที่ช่วยเสริมสร้างและหล่อเลี้ยงความเชื่อศรัทธาของเรา
เขาได้รับพิธีล้างบาปเป็นลูกของพระเจ้าอย่างสมบูรณ์เมื่อปี 2011 ความเชื่อที่ทำให้เขามีความสุขและสบายใจก็คือ คำสอนเรื่อง “ชีวิตนิรันดร” เขาเชื่อในผลของการทำดี “ทำดีต้องได้ดี” เราต้องทำความดีอยู่เสมอ เพราะผลของการทำดีจะทำให้เราได้รับชีวิตนิรันดร
เขาได้พูดถึง “วิทยาศาสตร์” กับ “ความเชื่อ” ว่า “วิทยาศาสตร์เป็นการใช้เหตุผล เหตุผลเกิดจากการที่เราได้รับรู้ข้อมูลเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เราจึงมั่นใจว่านี้แหละคือความจริง แต่เมื่อเรามีความรู้ใหม่ เราก็มีความเชื่อใหม่ อย่างนี้ไม่คงที่ เรารู้ได้เท่าที่เรารู้ เราไม่รู้ทั้งหมด และสิ่งที่เรารู้นั้นยังเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ อย่างเช่นหลายๆทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่เปลี่ยนไปแล้ว ส่วนคำสอนที่ศาสนาสั่งสอนนั้นเป็นเรื่องของความประพฤติปฏิบัติ หรือการอยู่ร่วมกันในสังคม เป็นคำสอนที่นิ่งแล้ว ไม่เปลี่ยนแปลง แม้ว่าสังคมจะมีกฎหมายมาบังคับ แต่กฎหมายเป็นเพียงผลผลิตที่เป็นกติกาของสังคมหนึ่ง ไม่ครอบคลุมทั้งหมด เช่น บางประเทศอนุญาตให้มีโสเภณี อนุญาตให้ทำแท้ง ฯลฯ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมของสังคม แต่ศาสนาสอนให้อยู่ด้วยศรัทธา”
ขอบคุณเทปรายการจากสื่อมวลชนอ้ครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
| < ย้อนกลับ | ถัดไป > |
|---|
















