อีกห้าปีข้างหน้านี้งานแพร่ธรรมของไทยจะไปทางไหน
สังฆมณฑลนครราชสีมากำลังการวิจัยงานแพร่ธรรมของสังฆมณฑล การสำรวจความเป็นจริงของคริสตชนในเขตสังฆมณฑล โดยส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าไปพูดคุยกับคาทอลิกอายุ 50 ปีขึ้นไปในแต่วัด มีข้อสังเกตที่น่าสนประการหนึ่ง คือ เมื่อก่อนคนที่กลับใจมาเป็นคาทอลิกเพราะมิชชันนารีและครูคำสอน แต่ในปัจจุบันปรากฏว่ามี 17% ที่มาเป็นคาทอลิกเพราะพระสงฆ์ ที่เหลือมาจากฆราวาส เช่น มาจากการแต่งงานและแบบอย่างของญาติพี่น้อง จึงเห็นได้ว่าฆราวาสมีความตื่นตัวและฆราวาสทำงานอย่างได้ผล
เมื่อทบทวนถึงงานแพร่ธรรมตามแผนงานอภิบาลพระศาสนจักรคาทอลิกประเทศไทย ค.ศ. 2000-2010 มีข้อสังเกตที่จะต้องปรับปรุงบางประการดังนี้
พระศาสนจักรในประเทศไทยเรายังอ่อนเรื่องชีวิตของการรำพึงภาวนา ซึ่งต้องมีการฟื้นฟูโดยไม่ต้องคอยว่าจะทำอย่างไร เพียงแต่ทำตัวเราเองก่อนให้มีชีวิตที่สงบสุขก็สามารถดึงดูดผู้อื่นได้
เรื่องการปลุกจิตสำนึกเรื่องการเป็นธรรมทูตให้กับพระสังฆราช พระสงฆ์ และฆราวาสในทุกระดับ ถ้าเราไม่ทำงานต่อสักวันก็จะหมดไป ประชากรคาทอลิกไม่เพิ่มตามจำนวนประชากรของประเทศที่เพิ่มขึ้น เราจึงต้องมองภาพร่วมกันและตั้งเป้าการทำงาน ถ้าไม่ทำเราก็จะมีแต่ทรงกับทรุด งานที่บรรดามิชชันนารีทำไว้ก็จะสูญเปล่าไป
จัดอบรมด้านงานธรรมทูตให้กับพระสงฆ์และนักบวช ต้องเริ่มตั้งแต่ระยะแรกๆ ตั้งแต่อยู่ในบ้านเณรเล็ก ต้องใส่ความคิดนี้ลงไปในการอบรมทุกระดับ จุดไฟการเป็นธรรมทูตให้กับบุคคลากรทุกระดับ
ให้ประสานการทำงานร่วมกัน ให้ฆราวาสทำงานร่วมกับพระสงฆ์และนักบวช ฆราวาสมีความพร้อมอยู่แล้ว เพียงให้ความรู้และแนวทางกับเขา ทำงานแบบคนต่อคน หามาได้ 1 ต่อ 1 ก็พอ
เรื่องการจัดทำสื่อเพื่องานธรรมทูต ให้เราจัดทำสื่อที่เห็นแล้วต้องใช่ ไม่ใช่สื่อเพื่อการสอนคำสอน แต่สื่อเพื่อให้คนอื่นสนใจและอยากรู้จัก
ให้ปลุกเร้าจิตตารมณ์ธรรมทูตให้กับฆราวาสให้มากขึ้น โดยให้มีความเชื่อบนพื้นฐานของพระคัมภีร์อย่างต่อเนื่อง ให้เป็นพระคัมภีร์เพื่อชีวิต พระคัมภีร์แบบที่ชาวบ้านต้องการไม่ใช่พระคัมภีร์แบบวิชาการมากเกิน ซึ่งทำให้ฆราวาสไม่เข้าใจ และไม่ตอบชีวิตของพวกเขา
ในการจัดทำทิศทางงานอภิบาล 5 ปีข้างหน้า สำนักทิศทางได้ให้มหาวิทยาลัย ABAC ทำการสำรวจ 20 นโยบายที่น่าทำที่สุดปรากฏว่า ผลปรากฏว่า พระสงฆ์ให้ความสำคัญกับงานธรรมทูตอยู่ในอันดับที่ 9 นักบวชชาย-หญิงให้ความสำคัญกับงานธรรมทูตอยู่ในอันดับที่ 7 ฆราวาสให้ความสำคัญกับฆราวาสแพร่ธรรมอันดับที่ 1 งานธรรมทูตอันดับที่ 7 อุปสรรคอีกประการหนึ่งที่เห็นได้จากผลสำรวจ คือ ผู้ทำงานด้านธรรมทูตยังไม่ได้มาด้วยใจหรือทำด้วยใจ แต่ทำเพราะคำสั่งจากผู้ใหญ่
สุดท้ายขอให้กรรมการฯได้พิจารณาข้อเสนอแนะเพื่อนำไปปฏิบัติใน 5 ปีต่อจากนี้ไป คือ
1.ให้ทำการปลุกจิตสำนึกการเป็นผู้แพร่ธรรมให้พระสงฆ์ นักบวช และฆราวาสในทุกระดับ
2.ให้สร้างกลุ่มฆราวาสแพร่ธรรมในทุกสังฆมณฑล
3.ให้เรียนรู้วิธีการแพร่ธรรมที่ถูกใจคนไทย
4.ให้ทุกคนกล้าแพร่ธรรม กล้าพูดเรื่องราวของพระเยซูเจ้า กล้าเล่าเรื่องของพระเยซูเจ้าในชีวิตประจำวัน
( สรุปสาระสำคัญจากคำปราศรัยของฯพณฯ ยอแซฟ ชูศักดิ์ สิริสุทธิ์ ในพิธีเปิดการประชุมผู้รับผิดชอบงานแพร่ธรรมประจำสังฆมณฑล วันที่ 26 กรกฎาคม 2010 ณ บ้านผู้หว่าน )
| ถัดไป > |
|---|

















