ประสบการณ์ชีวิตมาเซอร์อักแนสเซ
1.พื้นฐานชีวิตคริสตชนทางบ้าน
ครอบครัวของมาเซอร์ตั้งแต่เด็กมาแล้ว มีคุณตาคุณยายที่คอยปลูกฝังความเชื่อความศรัทธาให้กับลูกหลาน และด้วยความที่มาเซอร์เป็นหลานคนเล็กของครอบครัวก็จะใกล้ชิดกับคุณตาคุณยายเป็นพิเศษ เวลาท่านสวดเราก็สวดด้วย เราสวดสายประคำกันทุกคืนต่อด้วยบทสวดของพลมารีย์ สวดบทเทวฑูตถือสารเช้า กลางวัน เย็น ซึ่งในตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าสวดอะไรกันเยอะแยะ มีเบื่อ ๆ บ้าง แต่เวลาคุณตาคุณยายไม่อยู่ไปต่างจังหวัด มาเซอร์ก็จะคิดถึง ร้องไห้แล้วก็จะชวนแม่มาสวดสายประคำกัน
คุณตาเป็นประธานสภาอภิบาลของวัดนักบุญหลุยส์ฯบางแค วันอาทิตย์ก็อยู่ที่วัดยาว จนเลยเวลาอาหารกลางวันเป็นประจำทั้ง ๆ ที่มิสซาเลิกตั้งแต่ 9 โมง มาเซอร์เองก็เลยผูกพันอยู่กับวัดไปด้วย ไปวัดพร้อมคุณตา กลับพร้อมบ้านคุณตาอะไรทำนองนี้
มาเซอร์ว่าคุณยายเป็นคนโชคดีที่พบผู้ชายที่ดีอย่างคุณตาคือถ้าไม่อยู่บ้านก็ไปตามหาได้ที่วัดไปที่อื่นไม่เป็น
ครอบครัวของเราคุ้นเคยกับพระสงฆ์และนักบวชพอสมควรเพราะความที่ศรัทธา คุณตาเต็มที่กับวัดและพระสงฆ์มาก ทางคุณยายก็เป็นลูกผู้น้องของท่านสังวาลย์ คุณพ่อศวง คุณพ่อเสวียงที่เสียไปแล้ว และมีหลานคุณยายที่เป็นพระสงฆ์อีกหลายองค์ เป็นนักบวชในคณะเดียวกันกับมาเซอร์ก็มี สรุปได้ว่าครอบครัวของมาเซอร์นั้นมีส่วนปลูกฝังความเชื่อความศรัทธา ความรักต่อพระเป็นเจ้าให้กับมาเซอร์มาก ๆ ทั้งแบบอย่างที่เห็น และคำอบรมสั่งสอนต่าง ๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ถ้ามีการรวมญาติเรายังมีช่วงภาวนาแบ่งปันพระวาจาร่วมกันอยู่เลย และทั้งคุณแม่ คุณลุง คุณป้า คุณน้า คุณพี่ทั้งหลาย ล้วนแต่อยู่ในสังกัดกลุ่มกิจกรรมคาทอลิกแทบทุกคน มีทั้งเทเรเซียน พลมารีย์ อัศวินศีลมหาสนิท กลุ่มพระวาจา เพื่อนเซนต์ปอลฯ และสมัยคุณตายังมีชีวิตก็เป็นสมาชิกคณะเซอร์ร่าด้วย คือเรียกได้ว่าในพระศาสนจักรมีกลุ่มอะไร ถ้ารู้นะสมาชิกบ้านเราจะสมัครเป็นสมาชิกหมด
เมื่อได้มองย้อนมาดูด้วยความรู้คุณแล้ว ต้องขอบคุณพระเป็นเจ้าที่เมตตาให้เซอร์ได้เติบโตมาในบรรยากาศของครอบครัวคาทอลิกที่ศรัทธา และจริงจังในการดำเนินชีวิตคริสตชนแบบนี้ ตอนนี้คุณยายมาเซอร์อายุ 90 แล้วยังถือศีลอดอยู่เลยนะคะ
2.ความเป็นไป-เป็นมาในการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มคาทอลิกและเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมแล้วได้มีความเปลี่ยนแปลงในชีวิตบ้างไหม อย่างไร
มาเซอร์เข้าร่วมกลุ่มเยาวชนของวัดตั้งแต่ประมาณประถม 5 อ่านบทอ่าน เป็นพิธีกร นักขับ พูดได้ว่าที่วัดมีกิจกรรมอะไรทำหมดเลย ขลุกอยู่กับวัด และค่อย ๆ เข้าสู่การเป็นเยาวชนระดับเขต ระดับชาติ ในเวลาเดียวกันควบคู่ไปกับการเป็นเยาวชนของวัด มาเซอร์ก็เข้าร่วมกลุ่มพลมารีย์เยาวชนด้วยเรียกได้ว่ากิจกรรมคาทอลิกที่มีอิทธิพลต่อชีวิตของมาเซอร์มากที่สุดก็คือ พลมารีย์เยาวชน ถ้าจะให้แบ่งปันเฉพาะเรื่องนี้พูดจนหมดเวลาของรายการแล้วเรื่องที่จะเล่าก็คงยังไม่จบมากมายจริง ๆ และอีกกลุ่มกิจกรรมที่ได้มีโอกาสเข้าไปอยู่ตรงนั้นคือ กลุ่มนิสิตนักศึกษาคาทอลิกแห่งประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่าบ้านเซเวียร์
ถ้าถามว่าเมื่อเข้าร่วมกิจกรรมเหล่านี้แล้วเกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรในตัวบ้างไหม ตอบได้เลยว่าเยอะ กิจกรรมคาทอลิกทำให้มาเซอร์ได้เติบโตขึ้นในสังคมที่สะอาด เป็นสังคมสีขาว บรรยากาศความเป็นพี่เป็นน้อง ความรักแบบอากาเปในพลมารีย์ การยอมรับในตัวบุคคล ยอมรับในคุณค่าของกันและกัน ทำให้มาเซอร์พัฒนาความเป็นตัวของตนเองไปพร้อม ๆ กับพัฒนาทักษะชีวิตส่วนรวมในสังคม กลุ่มคนที่เติบโตมาพร้อม ๆ กันจากกิจกรรมคาทอลิกทำให้มาเซอร์สัมผัสกับความรักของพระเป็นเจ้าที่ส่งมาทางพวกเขา จิตตารมณ์ของกิจกรรมคาทอลิกหล่อหลอมให้จิตใจของมาเซอร์ปรารถนาใกล้ชิดพระมากขึ้น มีความสุขเวลาได้สวดภาวนา เป็นอีกเรื่องที่ถ้าจะพูดก็คงอีกยาวค่ะ
3.สาเหตุหรือจุดเปลี่ยนของชีวิตที่ตัดสินใจเลือกเข้าคณะนักบวชคืออะไร
ตอบแบบสั้น หรือแบบยาวดีค่ะ เรื่องกระแสเรียกเป็นเรื่องที่ฟังง่ายเข้าใจยากนะ ถ้าตอบให้สั้นคือมาเซอร์ได้ยินเสียงเรียกจากพระ พูดให้ชัดคือ ได้ยินเสียงของพระที่บอกรักมาเซอร์ และมาเซอร์ไม่สามารถปฏิเสธความรักนี้ได้ ถ้าเล่าแบบยาวคือมาเซอร์ได้ยินเสียงนี้ตอนปีสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัย ก็คือเมื่อ 10 ปีที่แล้วพอดี ๆในตอนนั้นทางบ้านเซเวียร์จัดการเข้าเงียบเพื่อค้นพบศักยภาพอะไรทำนองนี้นะคะ จำชื่อไม่ได้แล้ว จัดที่สวนสันติธรรมและมาเซอร์ก็ไป
คืนสุดท้ายของการเข้าเงียบเป็นการสวดภาวนาแบบเทเซ่ สมัยที่มาเซอร์เรียนชั้นมัธยมปลายมีคุณพ่อท่าน หนึ่งสอนคำสอนพวกเราและบอกกับพวกเรานักเรียนหญิงว่า พวกเราที่เป็นผู้หญิงเนี่ยต้องสวดภาวนาเพื่อจะได้พบกับผู้ชายที่ดี ๆจะได้แต่งงานมีครอบครัวที่ดี ๆนะ แบบว่าต้องสวดไม่สวดไม่ได้ มาเซอร์ก็จำไว้ และคืนนั้นขณะที่สวดเทเซ่มาเซอร์ก็สวดตามที่คุณพ่อสอน มาเซอร์สวดว่าขอให้มาเซอร์ได้พบกับผู้ชายที่ดี ๆ ที่จะรักดูแลมาเซอร์เป็นผู้ชายที่อบอุ่นซื่อสัตย์ ไม่ทำให้มาเซอร์เสียใจ และจะทำให้มาเซอร์มีความสุขเสมอเวลาที่เราอยู่ด้วยกัน มาเซอร์ก็สวดอยู่อย่างนั้นต่อหน้ากางเขนดามีอาโนของนักบุญฟรังซิสแห่งอัสซีซี แล้วมาเซอร์ก็ได้ยินเสียงบอกกับมาเซอร์ว่า “เราดีไม่พอเหรอ” คำพูดนี้กระทบหัวใจมาเซอร์อย่างแรง และน้ำตามาเซอร์ก็ไหล เกิดความสุขที่บรรยายไม่ถูก มีแสงสว่างที่จ้ามากในความรู้สึกทั้งที่เป็นเวลากลางคืน และทุกคนอยู่ในความสงบเพราะกำลังสวดเทเซ่ แต่ในใจมาเซอร์มันสว่างมาก ตัวชา มีความสุข ใจจะระเบิด ดีใจ และได้รู้ในตอนนั้นเองว่า “ฉันถูกเรียกให้เป็นเจ้าสาวของพระคริสต์ ให้มาอยู่กับพระองค์ เป็นของพระองค์” มีความสุขมากค่ะ ตอนนี้ก็ยังมีความสุข
4.เมื่อถึงวันที่ต้องปฏิญาณตนครั้งแรกมาเซอร์รู้สึกอย่างไรบ้าง
นี่เป็นความรู้สึกที่ไม่เคยเล่าให้ใครฟังมาก่อนนะ คือมาเซอร์ชัดเจนในเหตุผลที่สมัครมาเป็นนักบวช นั่นก็คือพระรักฉันฉันตอบสนอง พระเรียกฉันฉันหิ้วกระเป๋าเดินตาม แต่พอเวลาจะปฏิญาณครั้งแรกตอนที่เข้าเงียบ 8 วันก่อนการปฏิญาณ มันแบบว่า รู้สึกตัวเองไม่ดีพอที่จะเป็นเจ้าสาวของพระ เป็นคนบาปที่บาปจริง ๆ นะไม่ใช่พูดตามมารยาทแบบถ่อมตนไม่ใช่เลย มาเซอร์เป็นคนบาป ไม่เหมาะสมไม่คู่ควรอะไรสารพัด ขอบคุณพระเป็นเจ้าที่ให้มาเซอร์มีความรู้สึกแบบนี้ เพราะยิ่งทำให้มาเซอร์ได้รู้ว่าพระรักมาเซอร์มากรักทั้ง ๆ ที่เป็นคนบาปนี่แหละ รักแบบไม่มีเงื่อนไข และทำให้มาเซอร์อยากจะรักพระองค์ให้ดีที่สุด ซื่อสัตย์ และทุกอย่างที่สามารถทำให้คนที่เรารักได้ อันที่จริงสำหรับมาเซอร์การปฏิญาณครั้งแรกในวันนั้นคือการปฏิญาณตลอดชีพแล้ว...โดยส่วนตัวในความรู้สึก...วันนั้นเป็นวันที่มาเซอร์แต่งงาน
5.และเมื่อถึงวันปฏิญาณตนตลอดชีพมาเซอร์มีข้อตั้งใจพิเศษอะไรบ้าง
การปฏิญาณตนตลอดชีพมันเป็นความรักที่เติบโตขึ้นเป็นรูปธรรมมากขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องพันธกิจที่ถูกเรียกให้มาทำในฐานะนักบวช ความรักต้องแสดงออกในกิจการ ถ้ารักแต่ปาก ไม่เรียกว่ารักนะคะ พูดง่าย ๆ คือ มาเซอร์ถามตัวเองว่า ฉันตามเสียงเรียกมา แล้วเสียงเรียกนี้เรียกให้ฉันทำอะไร ข้อตั้งใจของมาเซอร์ได้รับการค้นพบในขณะเข้าเงียบ (อีกแล้ว) เพื่อเตรียมปฏิญาณตลอดชีพที่สวนเจ็ดริน มาเซอร์มีข้อตั้งใจว่ามาเซอร์จะเป็น “ต้นไม้พูดได้” เป็นต้นไม้ที่มีรากหยั่งลงพื้นดิน รากที่ลึกมาก ๆ ติดอยู่กับดินไม่หนีไปไหน ดินนี้คือพระเยซูเจ้าผู้เป็นแหล่งอาหาร พลังงาน และความสุขของต้นไม้ ไม่มีดินต้นไม้จะอยู่ได้ยังไง และแน่นอนต้องเป็นดินในคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตรด้วยนะคะ ที่สำคัญคือเป็นต้นไม้พูดได้ เป็นต้นไม้ที่คอยพูดว่า “พระเจ้ามีจริงและพระองค์ทรงรักคุณ” เป็นประกาศกมีหน้าที่เทศน์สอน กระตุ้นเร้าใจ กระตุกมโนธรรม เป็นต้นในบรรดาเด็ก ๆ และเยาวชนในแหล่งแพร่ธรรมที่คณะส่งตัวไป ให้เกิดสิ่งดีงามในตัวพวกเขา และชี้ให้พวกเขามองเห็นความรักของพระที่มีอยู่รอบตัว มาเซอร์ชอบคำว่า Love in the air มันชัดค่ะ
6.ความรู้สึกแตกต่างกันอย่างไรบ้างในการปฏิญาณตนครั้งแรก การปฎิญาณตนปีต่อปี และการปฏิญาณตนตลอดชีพ
อย่างที่บอกนะคะชีวิตนักบวชมันเป็นความรักที่เติบโตขึ้น ชัดเจนขึ้นว่านี่คือกระแสเรียกของเรา นี่คือทางของเรา คือรูปแบบชีวิตที่เป็นของเรา การรื้อฟื้นคำปฏิญาณเป็นความใจดีของพระศาสนจักรสำหรับผู้ที่มีน้ำใจดี รักพระ แต่ในที่สุดในระหว่างการเดินทางนี้ เป็นไปได้ที่บางคนอาจพบว่าชีวิตนักบวชไม่ใช่รูปแบบชีวิตที่เหมาะกับเขา สำหรับมาเซอร์นักบวชที่กล้ายอมรับความจริงว่าฉันควรไปมีชีวิตในแบบที่พระสร้างมาให้ฉันเป็นในวิถีชีวิตอื่น แล้วกล้าที่จะก้าวออกไปจากชีวิตนักบวชในระหว่างปียุวภคินีนี้เป็นคนกล้าหาญนะ คือพอค้นพบตัวเองแล้ว เป็นคนจริงพอที่จะไม่หลอกตัวเอง ไม่หลอกคนอื่น กล้าเผชิญกับความจริง พระศาสนจักรควรเปิดใจให้กว้างกับบุคคลเหล่านี้
โดยส่วนตัวสำหรับมาเซอร์การรื้อฟื้นคำปฏิญาณเป็นเหมือนการมาทบทวนความสัมพันธ์ของมาเซอร์กับพระ และแน่นอนคำตอบเหมือนเดิมทุกปี ความรักของพระที่มีต่อมาเซอร์เป็นความรักที่ซื่อสัตย์ มั่นคงเสมอไม่เคยเปลี่ยนแปลงแม้ผ่านไปกี่ปีก็ตาม
7.ฝากข้อคิดให้กับบรรดาเยาวชนหญิงที่กำลังตัดสินใจในการเลือกทางเดินและจุดหมายของชีวิต
ความรักมีหลายรูปแบบ อย่ามองแคบเกินไป และอย่าเพิ่งปิดประตูให้กับผู้ชายที่ชื่อเยซู แน่นอนว่า ขณะที่เรากำลังวิ่งวุ่นแสวงหาความรัก แสวงหาความสุข พระเป็นเจ้าเฝ้ามองเราอยู่ เวลาที่น้องเสียใจ เจ็บปวด พบกับบาดแผลในชีวิต พระเยซูอยู่ที่นั่นเจ็บปวดและเสียใจร่วมไปกับน้องด้วย และเจ็บปวดยิ่งกว่าเพราะทรงรักน้องมาก เหมือนเวลาที่น้องรักใครสักคนหมดหัวใจแล้วเขาไม่เคยมองเห็น แบบนั้นเลยสายตาที่พระองค์มองน้องอยู่ และในขณะที่น้องคิดถึงแต่สิ่งอื่นอาจลืมพระองค์ไป แต่ไม่เคยมีสักวินาทีเดียวที่พระองค์จะลืมน้อง ไม่มีสักวินาทีที่พระองค์จะบอกว่าหยุดแล้วพอแล้วเลิกรักน้องแล้ว
แน่นอนว่าแม้กระแสเรียกของน้องคือการมีครอบครัว การแต่งงานหรือการเป็นโสด ก็ขอให้จำไว้และอย่าได้ลืมว่าผู้ชายที่ชื่อเยซูรักน้องมากอย่างเฉพาะเจาะจง ดังนั้นจงชื่นชมยินดี เป็นตัวของตัวเอง และมีความสุขเสมอ
ส่วนกระแสเรียกของการเป็นนับวชนั้น คณะนักบวชหญิงมีมากมายหลายคณะลอง เปิดใจ มอง ศึกษาดู อาจพบบางอย่างที่ใจน้องแสวงหา รอคอยอยู่ก็ได้ เพราะนักบุญออกัสติน กล่าวไว้ไม่ผิดเลยจริง ๆ ว่า “ใจของเราไม่มีวันได้พบความสงบอย่างแท้จริงนอกจากในพระเป็นเจ้าเท่านั้น” เปิดใจกว้าง ๆ ยอมให้พระองค์รักน้องนะคะ แล้วชีวิตจะมีความสุขขึ้นอีกเยอะเลย และถ้าวันหนึ่งน้องเกิดสนใจชีวิตนักบวชขึ้นมาก็ฝากคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตรไว้ในพิจารณาด้วยนะคะ
ขอบคุณเทปจากรายการพระเจ้าสถิตกับเรา ช่วงนานาสาระ
ผลิตโดย สื่อมวลชนอัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ
















