ภารกิจแห่งความรัก ณ ประเทศลาว
“คุณพ่ออนันต์ เอี่ยมมโน” สงฆ์อัครสังฆมณฑลกรุงเทพฯ ได้รับมอบหมายให้ไปช่วยงานของมูลนิธิเซนต์ปอล เดอ ชาร์ต ในด้านการศึกษาที่ประเทศลาว คุณพ่ออยู่ที่นั้นในฐานะนักการศึกษาเป็นเวลามากกว่า 12 ปี
“เริ่มต้นจากการที่สถานทูตลาวในประเทศไทยได้เชิญคณะเซนต์ปอล เดอ ชาร์ด ให้เข้าไปทำงานด้านการศึกษาที่นั้น โดยมีมาแมร์มีเรียมเป็นผู้เริ่มต้น” เมื่อมีคณะมาเซอร์ไปทำงาน ก็มีความจำเป็นที่จะต้องมีพระสงฆ์เพื่อถวายมิสซาฯและเป็นจิตตาธิการ คุณพ่ออนันต์จึงได้รับเชิญให้เข้าไปร่วมงานด้วย และเนื่องจากคุณพ่ออนันต์ได้จบการศึกษาจากหลายสถาบัน ทั้งระดับปริญญาโทและปริญญาเอก ซึ่งแต่แรกคุณพ่อเคยคิดว่าที่เรียนมาตั้งมากมายคงไม่ได้ใช้ประโยชน์อะไร แต่เมื่อต้องไปทำงานร่วมกับคณะเซนต์ปอลฯที่ลาว การศึกษาของท่านกลับเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล
หลังจากได้ศึกษาสภาพแวดล้อมของสถานที่แล้ว ผู้ใหญ่ของคณะเซนต์ปอลฯและคุณพ่อคิดว่า เราควรเปิด “โรงเรียนฝึกอาชีพคนพิการ” จะเหมาะสมกว่า เพราะคนพิการไม่มีหน่วยงานใดเอาใจใส่ดูแล พวกเขาไม่มีความรู้และทักษะในการดำรงชีวิต คณะเซนต์ปอลฯจึงทำงานด้านนี้ โดยจัดตั้งโรงเรียนขึ้นในสถานที่ที่ห่างจากกรุงเวียงจัน ไปประมาณ 13 ก.ม. ที่นั้นเปิดสอนวิชาชีพหลายสาขาด้วยกัน เช่น ช่างยนต์ ช่างไม้ แกะสลัก ตัดเย็บเสื้อผ้า โปรแกรมเมอร์ คอมพิวเตอร์ โดยจัดให้มีหลักสูตรที่แตกต่างกันไป ทั้งระยะสั้น 6 เดือน 1 ปี หรือ 2 ปี แล้วแต่ความสามารถของนักเรียน ซึ่งการดำเนินงานนี้มูลนิธิเซนต์ปอลเดอชาร์ตเป็นผู้รับผิดชอบทั้งหมด
เรื่องการสอนศาสนาในโรงเรียน คุณพ่ออนันต์ เล่าให้ฟังว่า คุณพ่อและมาเซอร์เห็นว่านักเรียนไม่ค่อยรู้เรื่องหลักศีลธรรมมากนัก จึงอยากจะสอนเรื่องวิชาศีลธรรม โดยไม่ได้สอนเรื่องคริสต์ศาสนา แต่ทางการเห็นว่าไม่สมควร และเห็นว่าเรื่องของศาสนาเป็นเรื่องส่วนตัว ใครจะนับถืออะไรก็ได้ แต่ไม่ให้มีการสอนกัน ดังนั้น เราจึงเน้นเรื่องของงานอาชีพอย่างเดียว ซึ่งเราต้องเคารพในกฎระเบียบของประเทศที่เราไปอยู่ด้วย
นอกจากงานการสอนในโรงเรียนแล้ว คุณพ่อยังมีโอกาสได้เดินทางไปเยี่ยมคนยากจนในหมู่บ้านต่างๆอีกด้วย และจากการเดินทางเช่นนี้ ทำให้คุณพ่อได้เห็นถึงน้ำใจอันดีงามของพี่น้องชาวลาวที่มีลักษณะคล้ายๆกับคนไทยของเรา แน่นอนคุณพ่อยังได้พบกับกลุ่มคริสตชนที่อยู่ในที่ห่างไกลและมีความยากจนอย่างมากในหลายๆแห่งด้วย ซึ่งในสภาพเช่นนี้ คุณพ่อจึงต้องใช้เวลาส่วนหนึ่งเข้าไปหาพวกเขา และหาทางช่วยเหลือพวกเขา โดยไม่มีการแบ่งแยกว่าใครจะนับถือศาสนาใด เป็นต้นการช่วยเหลือฝ่ายจิตใจ เพราะมีคริสตชนคาทอลิกหลายคนไม่ได้แก้บาปมาเป็นเวลาหลายปี เมื่อทราบว่าจะมีคุณพ่อไปเยี่ยม พวกเขาจึงส่งข่าวกัน แล้วพากันออกจากป่าเพื่อจะได้มาพบพระสงฆ์ มาขอแก้บาปและร่วมพิธีมิสซาฯ ที่เขตเวียงจันนั้นมีเพียงพระสังฆราชหนึ่งท่านกับพระสงฆ์อีกหนึ่งท่านเท่านั้น นอกจากนั้นอาศัยครูคำสอนที่ไปทำวจนพิธีกรรมให้
คุณพ่ออนันต์พูดถึงหลักการทำงานของคุณพ่อว่า “ความสุขอยู่ที่ตัวเรา ถ้าเราเข้าใจงาน รักงานของเรา เราสามารถทำงานที่ไหนก็ได้ ทุกสิ่งมีสิ่งดีๆให้เราได้เรียนรู้”
การเป็นธรรมทูตหรือมิชชันนารีนั้น คุณพ่อคิดว่าไม่ได้หมายถึงระยะทาง หรือสถานที่ที่ห่างไกล แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของงานมากกว่า งานธรรมทูตอยู่ที่ไหนก็ทำได้ ไม่ว่าจะเป็นในเมืองหรือในป่า งานของเราคือตั้งป้ายในสถานที่ใหม่ๆ ในสถานที่ที่ยังไม่มีใครรู้จักพระเจ้า เป็นงานที่สนุกและท้าทาย ซึ่งเราต้องพร้อม เขาต้องการอะไร เราพร้อมที่จะทำให้ เราไม่ได้เอาของเก่ามาทำ แต่เริ่มต้นใหม่เลย ตั้งป้ายใหม่ คือ สร้างกลุ่มคริสตชนใหม่เลย
เราไม่ได้มีโครงการหรือแผนงาน แต่เราเอาตัวกับใจของเราไป ใจต้องไปก่อน คุณพ่อเคยคุยกับผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ผู้ใหญ่ท่านั้นถามว่าจะไปทำอะไรที่นั้น คุณพ่อบอกว่า “ผมไม่ทราบ จะไปดูก่อนแล้วค่อยลงมือ อะไรทำไดก็จะทำ” ซึ่งก็เป็นความจริง เพราะวางแผนอย่างหนึ่ง แต่เมื่อถึงเวลาจะต้องทำกลับต้องทำอีกอย่างหนึ่ง เช้าว่าอย่างหนึ่ง บ่ายว่าอีกอย่างหนึ่ง ดังนั้น เราต้องพร้อมเสมอ
ในฐานะที่เป็นคนต่างชาติ ดังนั้นคุณพ่อจึงต้องเรียนรู้วิธีการทำงาน ในลักษณะของเอาใจเขามาใส่ใจเรา เขาอยากจะให้ทำอะไรก็จะทำ เราคอยช่วยเขาอะไรติดขัดเราช่วย ต้องรู้ใจกันและกัน เขาต้องการอะไร มีทิศทางการทำงานอย่างไร เราต้องดูบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมให้ดี แล้วจัดให้เหมาะสม เราต้องอดทน ใจดี มองกันในแง่ดี ไม่โมโหเข้าใส่ ต้องใส่ใจ เปิดใจกันต่อกัน นี้เป็นวิธีการทำงานของคุณพ่อตลอด 12 ปีที่ผ่านมา จนเจ้าหน้าที่ทางประเทศลาวอยากให้ทำงานต่อไปเรื่อยๆ เพราะเขาเห็นว่าคุณพ่อดีมีประโยชน์
(สนใจฟังคำสัมภาษณ์ เช่นได้ที่
www.thaicatholicradio.com รายการห้องรับแขกสภาคาทอลิก)
















