เพราะคุณยายแท้ๆจึงได้กลับมา
คุณนิพนธ์ มณีจิต เกิดมาในครอบครัวคาทอลิก เป็นสัตบุรุษวัดแม่พระมหาการุณย์ กทม. ในวัยเด็กไม่ได้มีโอกาสเรียนในโรงเรียนคาทอลิกจึงไม่ได้เรียนคำสอนเหมือนเด็กคาทอลิกอื่นๆ ประกอบกับพ่อแม่เองก็ไม่ได้เป็นคนที่เคร่งครัดในศาสนานัก ชีวิตทางศาสนาที่แท้จริงนั้นมาจากการได้ไปอยู่กับคุณยายในช่วงปิดเทอมที่วัดจันทบุรี ที่นั้นคุณยายมักจะชวนไปสวดภาวนา ไปร่วมมิสซาฯ แต่เมื่อกลับมากรุงเทพฯ ก็ไม่ได้ไปวัดเหมือนเดิม
จนกระทั่งได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแล้ว ครั้งหนึ่งได้ไปไปร่วมมิสซาฯที่วัด เห็นเด็กคนอื่นๆเดินไปรับศีลมหาสนิท ก็ได้แต่ถามตนเองว่าทำไมตนเองจึงเข้าไปรับศีลฯไม่ได้ หรือว่าเรายังเป็นลูกของพระเจ้าที่ยังไม่ดีพอ จึงไปขอสิทธินี้จากคุณพ่อเจ้าอาวาส คุณพ่อบอกว่าต้องไปเรียนคำสอนก่อน จึงได้เรียนคำสอนและรับศีลศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ ส่วนที่ว่าจะลึกซึ้งในคำสอนหรือไม่นั้น คุณนิพนธ์บอกว่า ตอนนั้นไม่รู้สึกศรัทธามากสักเท่าไร
เมื่อคุณนิพนธ์เริ่มทำงาน เนื่องจากสภาพแวดล้อม จึงไม่ค่อยได้ใกล้ชิดวัดมากนัก การไปวัดในวันอาทิตย์รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก จึงไปบ้างไม่ไปบ้าง ถ้าไปเพราะเป็นหน้าที่ ไม่ใช่เพราะรักพระเจ้า
คุณนิพนธ์เริ่มชีวิตวัยทำงานในโรงแรมแห่งหนึ่ง มีวันหยุดในวันอาทิตย์วันเดียว จึงใช้วันหยุดเพื่อพักผ่อนมากกว่า ไปวัด ต่อมาได้ทำงานที่ศูนย์อพยพ ที่พนัสนิคม ที่นั้นมีเพื่อนที่อยู่ในวัยเดียวกัน เขาก็ใช้ชีวิตไปตามเพื่อนฝูง สนุกสนาน ไปตามกระแสโลก ทำทุกอย่างที่อยากโดยที่พ่อแม่ไม่รู้ ไม่คิดถึงคำสอนหรือพระเจ้าแต่อย่างใด อยู่แบบนี้ 8 ปี เรียกได้ว่าทิ้งพระไป 8 ปี จากนั้นกลับมากรุงเทพฯเพราะว่าค่ายอพยพปิด กลับมาที่บ้านในช่วงนั้นก็ไปวัดบ้างไม่ไปบ้าง ส่วนใหญ่ไปกับญาติ ไปเพราะคิดว่าเป็นเพราะหน้าที่
จุดหักเหเกิดขึ้นเมื่อ 10 ปีที่แล้ว คุณพ่อของเขาตายเมื่อปี 2544 ตอนต้นปี พอเดือนตุลาคม คุณยายก็ตายอีก แล้วหลังจากนั้น 3-4 เดือนน้าสาวตายตามไปอีกคน ตายติดๆกัน 3 คน จึงทำให้เขาคิดว่าชีวิตนี้ไม่แน่นอน วิญญาณเหล่านี้จะไปไหน ยังไม่รู้เลยว่าจะได้ไปสวรรค์หรือเปล่า หรืออยู่ในไฟชำระ เนื่องจากความไม่แน่ใจที่บ้านจึงสวดพร้อม ๆ กันโดยสวดอุทิศให้กับวิญญาณในไฟชำระ สวดอยู่สามปี
“ช่วงที่คุณยายมีชีวิตอยู่นั้น คุณยายเป็นคนชอบไปแสวงบุญ เมื่อคุณยายตาย เพื่อนๆสมาชิกของคุณยายบอกว่าคุณยายตายแล้วจะมีใครมาแทนคุณยายบ้าง เพราะกลุ่มของคุณยายมีแต่คนสูงอายุ พวกผมจึงบอกว่าลูกหลานจะไปแทนเอง ไปเพราะทำหน้าที่แทนยาย ไม่ได้ไปเพราะเรารักใคร แต่เมื่อพวกเราได้ไปร่วมกลุ่ม พวกเราได้สัมผัสว่า ผู้ใหญ่ที่สูงอายุที่มาร่วมกิจกรรมนี้ อยู่กันได้อย่างมีความสุข ซึ่งเป็นเรื่องแปลกที่พวกเราไม่ได้เห็นที่ไหนมาก่อน ทำไมพวกเขาจึงช่วยเหลือกันดีจังเลย เป็นความสุขที่เงินไม่สามารถซื้อหาได้ เป็นความสุขที่ไม่เคยได้รับมาก่อน จึงเกิดความประทับใจ แล้วจึงไปร่วมสวดทุกเดือน”
จากการไปสวดภาวนากับกลุ่มของคุณยายนานเข้า เริ่มมีความรู้สึกภายในใจ ซึ่งคิดว่าเป็นสิ่งที่พระประทานให้ คือมีความรู้สึกลึกๆภายในว่า สิ่งที่เราสวดอยู่นี้มันไม่ใช่...มันเป็นแค่การสวดให้จบๆไป เป็นการท่องตามถ้อยคำที่จดจำมา เราตั้งจุดประสงค์ว่าจะสวดกี่สาย สวดให้ใคร แต่ไม่เข้าใจว่าบทสวดนั้นหมายความว่าอย่างไร เราไม่ได้สวดจากใจของเรา เราคิดจะส่งคำภาวนาไปให้ใคร แต่เราก็ไม่ได้คิดถึงเขาในขณะที่เราสวดให้อย่างแท้จริง เราสวดให้วิญญาณในไฟชำระแต่ใจเราไม่เคยคิดถึงวิญญาณในไฟชำระ ขณะที่เราสวดเราเพียงแต่คิดว่าเราสวดไปได้กี่เม็ดแล้วเท่านั้น
ส่วนตัวของเขาจึงคิดว่าน่าจะมีการสวดแบบอื่น คุณนิพนธ์บอกว่า “ผมโชคดีที่มีคนแนะนำให้รู้จักคุณพ่อวิจิตร ลิขิตธรรม และคุณพ่อสุรินทร์ ชุนฟ้ง ซึ่งท่านทั้งสองเป็นที่ปรึกษาให้ ผมโทรฯไปปรึกษาอยู่เรื่อยๆว่าอย่างนี้ทำอย่างไร อย่างโน้นทำอย่างไร คุณพ่อแนะนำให้ตลอด บางครั้งก็ชวนไปเข้าเงียบ ที่ทาบอร์ กาญจนบุรี เวลาที่พวกเราสวดตอนกลางคืน หลังจากเสร็จมิสซาแล้ว เรามีการสวดภาวนาต่อหน้าศีลมหาสนิท ที่นั้นเงียบ ไม่มีไฟฟ้าใช้ มีแต่เทียน อยู่กับธรรมชาติ กลางคืนเป็นช่วงที่ดีที่เราไปเฝ้าพระเยซูเจ้าในศีลมหาสนิท ช่วงที่เราเฝ้าศีลฯนั้นเราได้มีโอกาสสวดภาวนา ในเวลานั้น มีความสว่างเกิดขึ้นในใจว่า วิธีที่เราสวดภาวนานั้นยังใช้ไม่ได้ เราสวดสายประคำพระเมตตา เวลาที่สวดมีความรู้สึกในใจว่าไม่ใช่ เรารู้สึกว่าจะต้องสวดภาวนาให้จบ ให้ทันเวลา แต่จริงๆเวลาอยู่ต่อหน้าพระเจ้า ไม่มีกาลเวลา แต่เราเอาเวลาของโลกเป็นตัวกำหนด เราเอาแค่ความสบายใจ ผมคิดว่าเป็นพระพรที่พระเจ้าให้ผมมา เวลาที่สวด ถ้าไม่ใช่ พระเจ้าจะบอกว่าไม่ใช่ พระเจ้าเป็นเหมือนครูที่ควรบอกว่าใช้ได้หรือไม่ บางครั้งต้องสวดใหม่ คุณพ่อสุรินทร์แนะนำให้จดไว้ แล้วให้ทำตามที่พระเจ้าบอกเรา ผมจึงจดแล้วรวบรวมมาลองทำกับกลุ่มของเราดูว่าสิ่งที่พระสอนเรานั้นเราสามารถปฏิบัติและสามารถสอนคนอื่นได้ไหม จึงเป็นการเริ่มต้นของการสวดภาวนาด้วยจิตภาวนา”
“แสงสว่างมาจากแม่พระเป็นพิเศษ เวลาที่เปลี่ยนแปลงชีวิตก็มาจากรูปของแม่พระ แม่พระสอนให้รู้จักความนบนอบ ความเผื่อแผ่ สอนให้รู้จักพระเยซูเจ้า สอนให้รู้และผูกพันกับพระองค์ พระองค์มีความรักที่ยิ่งใหญ่ที่ยอมเสียสละชีวิตเพื่อเรา เมื่อเราเข้าใจ ความเข้าใจก็ยิ่งแผ่ออกไป ทำให้เขาเริ่มเข้าใจพระเจ้ามากยิ่งขึ้น รักพระเจ้ามากยิ่งขึ้น พระบิดาพระบุตรและพระจิต ต่างเป็นพระเจ้าแต่พระองค์เดียว ณ เวลานั้นพระองค์มาให้เราเห็นในสถานะใดเท่านั้นเอง”
เมื่อพูดถึงสังคมปัจจุบัน คุณนิพนธ์ให้ความเห็นว่า “พ่อแม่ควรเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูก เพราะสังคมปัจจุบันมีอันตรายรอบด้าน เช่น มือถือ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ การหักห้ามตนเองให้ได้นั้น เราต้องนึกว่าพระเจ้ารักเรามากแค่ไหน ทำไมเราจะละเว้นสิ่งที่ชั่วร้ายเพื่อพระองค์ไม่ได้ ร่างกายของเราเป็นวิหารของพระจิตเจ้า เราต้องรักษาร่างกายของเราให้บริสุทธิ์ ต้องละโอกาสบาป หยุด อย่าอยู่คนเดียว สวดภาวนา คิดถึงคนที่รักเรามากที่สุด”
สุดท้ายคุณนิพนธ์ ให้ข้อคิดส่งท้ายว่า “การเป็นลูกของพระ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ พระไม่บังคับ แต่พระองค์ให้เราเลือก เราต้องคิดเสมอๆว่า เรากำลังทำอะไรอยู่”
ปัจจุบันคุณนิพนธ์ มณีจิต ได้รวมกลุ่มผู้สนใจที่จะภาวนาแบบจิตภาวนา จัดการฝึกอบรมเป็นระยะๆ โดยมีคุณพ่อสุรินทร์ ชุนฟ้ง เป็นจิตตาธิการ ผู้ใดสนใจติดตามข่าวสารได้จากข่าวในเว็ปไซด์นี้
















